จากรายงาน Asia–Pacific Disaster Report 2025 “Rising Heat, Rising Risk” โดย ESCAP (Economic and Social Commission for Asia and the Pacific) ชี้ชัดว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย กำลังเผชิญความเสี่ยงจากความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และเมืองรองที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น กรุงเทพมหานครและหัวเมืองภูมิภาค ความเสี่ยงดังกล่าวไม่ได้เกิดจากอุณหภูมิสูงเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีความชื้นสูง ซึ่งทำให้ค่า Heat Index พุ่งสู่ระดับอันตราย แม้อุณหภูมิจริงจะไม่สุดขั้วเท่าบางภูมิภาคอื่นของโลก ภายใต้ฉากทัศน์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (SSP5–8.5) รายงานคาดการณ์ว่า เมืองขนาดใหญ่และเมืองรองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเผชิญ จำนวนวันที่ค่า Heat Index สูงกว่า 41°C ระดับอันตรายสูง มีความเสี่ยงต่อ Heat Stroke เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในปลายศตวรรษ
สำหรับประเทศไทย นัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความร้อนในช่วงกลางวันเท่านั้น แต่รวมถึงการที่ฤดูร้อนยาวนานขึ้น (Longer Heat Season) ส่งผลให้ร่างกายประชากรมีโอกาสฟื้นตัวลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ซึ่งมีมากกว่า 10 ล้านคน ที่ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิสูง เชื่อมโยงโดยตรงกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและการเรียนรู้
ความร้อนสุดขั้วยังสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ ผ่านการลดชั่วโมงการทำงานและประสิทธิภาพแรงงาน ความเสียหายต่อภาคเกษตร และความเสี่ยงต่อระบบพลังงานจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูง รายงานระบุว่า
“การใช้เครื่องปรับอากาศทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มการใช้พลังงานมากกว่า 3 เท่าภายในปี 2050 ขณะเดียวกัน ความร้อนยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงแบบลูกโซ่ โดยคลื่นความร้อนทางทะเล (Marine Heatwave) สามารถเพิ่มความรุนแรงของพายุเขตร้อนได้ถึง 35% และส่งผลต่อความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร สุขภาพ และคุณภาพอากาศในเมือง”
อย่างไรก็ตาม ความสูญเสียจากความร้อนเหล่านี้มัก ไม่ถูกนับเป็นความเสียหายจากภัยพิบัติ ทั้งที่เกิดขึ้นซ้ำทุกปีและสะสมในระยะยาว รายงานยังชี้ให้เห็นว่า ในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย ความร้อนยังถูกมองเป็นเพียงสภาพอากาศตามฤดูกาล การตอบสนองเชิงนโยบายจึงมักจำกัดอยู่ที่คำเตือนหรือการรณรงค์เชิงพฤติกรรม ขาดการลงทุนเชิงโครงสร้างระยะยาวเพื่อรองรับความเสี่ยงสะสม และขาดการบูรณาการข้ามภาคส่วนอย่างแท้จริง
ESCAP จึงเรียกร้องให้เปลี่ยนกรอบการจัดการความร้อนสู่การวางแผนเชิงระบบระยะยาว (Long–term Heat Resilience Planning)
รายงานฉบับนี้จึงสะท้อนอย่างชัดเจนว่าความร้อนสุดขั้วไม่ใช่เพียงผลข้างเคียงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่เป็นตัวเร่งให้ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเมืองและสังคมปรากฏชัดขึ้นสำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนกรอบคิดไปสู่การวางแผนเมืองและสังคมที่ยึดหลัก ความเป็นธรรมทางความร้อน (Thermal Justice) คือหัวใจของการปรับตัวในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง (References)