top
บทความ

การศึกษาประสิทธิภาพของ “โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว–น้ำเงิน (Green–Blue Infrastructure: GBI)” ในการช่วยลดอุณหภูมิเมือง โดยประเมินจากค่าการลดอุณหภูมิ (องศาเซลเซียส) เพื่ออธิบายศักยภาพในการบรรเทาปัญหา เกาะความร้อนเมือง

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย กำลังเผชิญความเสี่ยงจากความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และเมืองรองที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น กรุงเทพมหานครและหัวเมืองภูมิภาค ความเสี่ยงดังกล่าวไม่ได้เกิดจากอุณหภูมิสูงเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีความชื้นสูง

เด็กที่เกิดในปี 2025 มีโอกาสเผชิญเหตุการณ์คลื่นความร้อนระดับสุดขั้ว (Extreme Heatwave) ตลอดช่วงชีวิต สูงกว่าผู้ที่เกิดในปี 1960–1990 อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึง “ความเหลื่อมล้ำระหว่างรุ่น (Intergenerational Inequality) ซึ่งคนรุ่นใหม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าคนรุ่นก่อน

ประเทศไทยเผชิญภาวะร้อนจัด โดยกรุงเทพฯ มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึง 5.26°C ในช่วงเพียง 25 ปี ขณะเดียวกัน การคาดการณ์ประชากรเมืองที่อาจเพิ่มขึ้นเป็น 74.3% ภายในปี 2040 จะยิ่งเพิ่มความกดดันต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ ผลกระทบยังขยายสู่ภาคเกษตร

“Sustainable Cooling Pathway” หรือ เส้นทางสู่การสร้างความเย็นที่ยั่งยืนและลดความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นมาตรการเชิงออกแบบและการวางแผนแบบบูรณาการ

เป้าหมายร่วมคือการสร้างเมืองที่สามารถ “ลดร้อน–สร้างเย็น–เสริมยืดหยุ่น” (Heat Mitigation – Cooling Creation – Resilience Building) เพื่อให้เมืองและชุมชนมีความสามารถในการฟื้นตัวและปรับตัวต่อภัยร้อนได้ทั้งในระดับพื้นที่ (spatial resilience) และระดับสังคม (social resilience) ในภาพรวม Urban Heat Resilience Planning จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการออกแบบกายภาพ แต่คือการสร้าง “ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ (climate justice)” ให้กับทุกกลุ่มคนในเมือง เพื่อให้เมืองในอนาคตเป็นพื้นที่ที่ “อยู่ได้ ทนได้ และเท่าเทียม” ท่ามกลางภาวะโลกร้อนที่กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน