รายงาน Global Assessment Report on Disaster Risk Reduction 2025 (GAR 2025) โดย UNDRR (United Nations Office for Disaster Risk Reduction) ชี้ว่า
“เด็กที่เกิดในปี 2025 มีโอกาสเผชิญเหตุการณ์คลื่นความร้อนระดับสุดขั้ว (Extreme Heatwave) ตลอดช่วงชีวิต สูงกว่าผู้ที่เกิดในปี 1960–1990 อย่างมีนัยสำคัญ-GAR 2025”
สะท้อนถึง “ความเหลื่อมล้ำระหว่างรุ่น (Intergenerational Inequality)” ซึ่งคนรุ่นใหม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าคนรุ่นก่อน คลื่นความร้อนสุดขั้วกำลังกลายเป็น “ความเสี่ยงปกติใหม่” (Extreme heat is becoming the new normal risk) กำลังเกิดถี่ขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับยุคก่อนปฎิวัติอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในเขตร้อนและเมืองหนาแน่น
GAR 2025 ย้ำว่า คลื่นความร้อนเป็นภัยพิบัติที่มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในระดับโลก แต่กลับได้รับการลงทุนด้านการป้องกันและการวางแผนเชิงพื้นที่น้อยกว่าภัยพิบัติประเภทอื่น หากโลกไม่สามารถจำกัดอุณหภูมิไว้ที่ 1.5-2.0 °C ความเสี่ยงจากคลื่นความร้อนจะเพิ่มขึ้นในระดับที่ไม่สามารถจัดการได้ ดังนั้น ภายใต้แนวโน้มปัจจุบันเด็กในวันนี้จะต้องเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงตลอดช่วงชีวิตอย่างต่อเนื่อง การขยายตัวของเมือง พื้นผิวแข็ง ความหนาแน่นอาคาร และการขาดพื้นที่สีเขียว ทำให้เกิด ปรากฎการณ์เกาะความร้อนเมือง (Urban Heat Island, UHI) ซึ่งซ้ำเติมคลื่นความร้อน และกระทบกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และแรงงานกลางแจ้ง
รายงานเน้นว่า “อนาคตของความเสี่ยงจากคลื่นความร้อนไม่ได้ขึ้นกับภูมิอากาศอย่างเดียว แต่ขึ้นกับว่าแต่ละเมืองและชุมชนจะมีนโยบายวางผังเมืองรับมือความร้อนหรือไม่ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานความเย็น (Cooling Infrastructure) เพียงพอหรือไม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงพื้นที่เย็นได้มากน้อยเพียงใด”
GAR 2025 จึงเรียกร้องให้ประเทศและเมืองต่างๆ เปลี่ยนจากการรับมือในรูปแบบเดิมที่เป็นการเฝ้าระวังเหตุการณ์ (Event-based Response) ไปสู่การวางแผนเชิงระบบระยะยาว (Long-term Systemic Planning) ที่เราจะออกแบบเมืองและสังคมอย่างไรให้ความร้อนรุนแรงไม่กลายเป็นภัยพิบัติ
เอกสารอ้างอิง (References)